<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Nuannada</title>
	<atom:link href="http://www.nuannada.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.nuannada.com</link>
	<description>Design By Mr.Oui</description>
	<lastBuildDate>Sun, 24 Oct 2010 18:10:16 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>หยกเจไดท์ (Jadeite)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%8c-jadeite/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%8c-jadeite/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:47:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=835</guid>
		<description><![CDATA[



หยกถือเป็นอัญมณีมีค่ามาตั้งแต่สมัยโบราณกาลและถือเป็นทรัพย์สมบัติล้ำค่าของ ประชาชนชาวเอเซีย จักรพรรดินีหรือหญิงที่มีฐานะ   ยศฐาบรรดาศักดิ์ของประเทศจีน จะสะสมหยกที่มีคุณภาพไว้มากมาย



การคัดคุณภาพของหยกเป็นสิ่งสำคัญต้องพิจารณาถึงสี ความโปร่งใส ความสม่ำเสมอของสี และเนื้อพลอยที่ดี ส่วนใหญ่เนื้อในหยกจะเป็นหมอก สีของหยกถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าหยกมีสีจัดสีเขียวเสมอ เรียบเท่ากันทั้งเม็ดและกึ่งโปร่งใส จะถือเป็นหยกที่มีคุณภาพสูงเรียกว่า &#8220;หยกอิมพีเรียล&#8221; (Imperial Jade) หยกที่มีการผ่านแสงน้อย คุณภาพก็จะน้อยลงไปด้วย ถ้าหยกมีจุดสีดำหรือสีที่ทำให้เห็นความแตกต่าง จากสีในเนื้อ คุณภาพก็จะน้อยลงเช่นกัน หยกทึบแสงหรือเขียวมืดถึงดำ จะไม่นิยมนำมาเป็นเครื่องประดับเพชรพลอย ส่วนมากจะนำไปแกะสลักเป็นรูปต่างๆ
ชนิดและชื่อทางการค้า
1.หยกอิมพีเรียล (Imperial Jade)
สีเขียวปายกลาง กึ่งโปร่งใส สีกระจายเรียบทั่วทั้งเม็ด จะถือว่ามีคุณภาพดีที่สุด เพราะเป็นลักษณะที่หาได้ยาก ถ้าสีมากจากโครเมียม แหล่งกำเนิดคือ ประเทศพม่า ชื่อหยกอิมพีเรียลได้มากจาก Imperial Court ของประเทศจีน
2.หยกแอปเปิ้ลกรีน (Apple Green Jade)
ลักษณะกึ่งโปร่งใสถึงโปร่งแสง สีเขียวอมเหลือง แหล่งกำเนิดคือประเทศพม่า
3.หยกลาเวนเดอร์ (Lavender or Mauve)
ลักษณะกึ่งโปร่งใสถึงโปร่งแสงสีม่วงอ่อนถึงปานกลาง ธาตุสีมาจากธาตุเหล็ก แหล่งกำเนิดที่ประเทศพม่า
4.หยกยูนาน (Yunan Jade)
ลักษณะโปร่งแสงสีเขียวถ้าเจียระไนบาง ถ้าเจียระไนยหนาจะแลดูทึบ แหล่งกำเนิดคือ ตำบลยูนาน ประเทศจีน
5.หยกมอส [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/jedi.jpg" rel="lightbox[835]"><img class="size-full wp-image-836 aligncenter" title="jedi" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/jedi.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">หยกถือเป็นอัญมณีมีค่ามาตั้งแต่สมัยโบราณกาลและถือเป็นทรัพย์สมบัติล้ำค่าของ ประชาชนชาวเอเซีย จักรพรรดินีหรือหญิงที่มีฐานะ   ยศฐาบรรดาศักดิ์ของประเทศจีน จะสะสมหยกที่มีคุณภาพไว้มากมาย</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>การคัดคุณภาพของหยกเป็นสิ่งสำคัญต้องพิจารณาถึงสี ความโปร่งใส ความสม่ำเสมอของสี และเนื้อพลอยที่ดี ส่วนใหญ่เนื้อในหยกจะเป็นหมอก สีของหยกถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าหยกมีสีจัดสีเขียวเสมอ เรียบเท่ากันทั้งเม็ดและกึ่งโปร่งใส จะถือเป็นหยกที่มีคุณภาพสูงเรียกว่า &#8220;หยกอิมพีเรียล&#8221; (Imperial Jade) หยกที่มีการผ่านแสงน้อย คุณภาพก็จะน้อยลงไปด้วย ถ้าหยกมีจุดสีดำหรือสีที่ทำให้เห็นความแตกต่าง จากสีในเนื้อ คุณภาพก็จะน้อยลงเช่นกัน หยกทึบแสงหรือเขียวมืดถึงดำ จะไม่นิยมนำมาเป็นเครื่องประดับเพชรพลอย ส่วนมากจะนำไปแกะสลักเป็นรูปต่างๆ</p>
<p><strong>ชนิดและชื่อทางการค้า</strong></p>
<p><strong>1.</strong><strong>หยกอิมพีเรียล (</strong><strong>Imperial Jade)</strong></p>
<p>สีเขียวปายกลาง กึ่งโปร่งใส สีกระจายเรียบทั่วทั้งเม็ด จะถือว่ามีคุณภาพดีที่สุด เพราะเป็นลักษณะที่หาได้ยาก ถ้าสีมากจากโครเมียม แหล่งกำเนิดคือ ประเทศพม่า ชื่อหยกอิมพีเรียลได้มากจาก Imperial Court ของประเทศจีน</p>
<p><strong>2.</strong><strong>หยกแอปเปิ้ลกรีน (</strong><strong>Apple Green Jade)</strong></p>
<p>ลักษณะกึ่งโปร่งใสถึงโปร่งแสง สีเขียวอมเหลือง แหล่งกำเนิดคือประเทศพม่า</p>
<p><strong>3.</strong><strong>หยกลาเวนเดอร์ (</strong><strong>Lavender or Mauve)</strong></p>
<p>ลักษณะกึ่งโปร่งใสถึงโปร่งแสงสีม่วงอ่อนถึงปานกลาง ธาตุสีมาจากธาตุเหล็ก แหล่งกำเนิดที่ประเทศพม่า</p>
<p><strong>4.</strong><strong>หยกยูนาน (</strong><strong>Yunan Jade)</strong></p>
<p>ลักษณะโปร่งแสงสีเขียวถ้าเจียระไนบาง ถ้าเจียระไนยหนาจะแลดูทึบ แหล่งกำเนิดคือ ตำบลยูนาน ประเทศจีน</p>
<p><strong>5.</strong><strong>หยกมอส (</strong><strong>Moss In Snow Jade)</strong></p>
<p>ลักษณะโปร่งแสงเป็นหย่อมสีเขียวบนพื้นสีขาว คล้ายกับการป้ายสีลงในพื้นขาวเป็นแห่งๆ</p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top"><strong>6.หยกย้อม (</strong><strong>Dyed Jadeite)</strong></p>
<p>คิดว่าแหล่งกำเนิดมาจากฮ่องกง   สามารถแยกได้โดยใช้กรดไฮโดรคลอริคหยดลงบนก้นพลอย จะทำให้สีเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน   ถ้าต้องการจะขจัดสีทั้งหมด ทำได้โดยนำไปต้มในกรด ใช้ความร้อนกับสารส้มโซเดียม   หรือสารละลายที่อุ่นๆของกรดบอริค หรือใช้แสงไฟฟ้า 100 วัตต์ ส่องหลายๆวัน หรือกับแสงแดดก็ได้   แล้วสีจะจางหายไป สเปคตรัมอาจปรากฎแถบให้เห็นที่   4370 และแถบที่ 6300 &#8211; 6700 น.อ.</p>
<p><strong>7.หยกปะสามชั้น (</strong><strong>Jadeite Triplet)</strong></p>
<p>การปะสามชั้นของหยก   ชิ้นบนและล่างจะเป็นหยกขาวช่วงกลางเป็นแผ่นวุ้นสีเขียวปะติด ระหว่างหยกขาว เมื่อเวลาดูจากด้านบนหยกจะเห็นเป็น   สีเขียวทั้งหมด สามารถเห็นได้จากกล้องจุลทรรศรรศน์   สเปคตรัมจะขึ้นเหมือนกับหยกย้อมสีเขียว พลอยปะนี้จะไม่ถาวร ถ้าปล่อยไว้นานๆแผ่นกาวสีเขียวจะระเหยออกไป   ทำให้สีหายไป</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ab%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%88%e0%b9%84%e0%b8%94%e0%b8%97%e0%b9%8c-jadeite/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สโมคกี้ควอทซ์ (Smoky Quartz)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%8b%e0%b9%8c-smoky-quartz/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%8b%e0%b9%8c-smoky-quartz/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:45:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=831</guid>
		<description><![CDATA[



สโมคกี้ควอทซ์เป็นอัญมณีชนิดหนึ่งในตระกูลควอทซ์(Quartz) ซึ่งมีสีเทาแบบควันไฟปนสีเหลืองหรือน้ำตาลปนสีเทาควันไฟ   เรียกอีกชื่อว่าเครนคอร์ม (Cairngorm) มาจากชื่อภูเขาในสก๊อตแลนด์และชื่อที่เรียกกันทั่ว ๆ ไป คือ สโมคกี้โทแพสหรือสก๊อตโทแพส หรือโทแพสเผา



]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/smo.jpg" rel="lightbox[831]"><img class="size-full wp-image-832 aligncenter" title="smo" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/smo.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">สโมคกี้ควอทซ์เป็นอัญมณีชนิดหนึ่งในตระกูลควอทซ์(Quartz) ซึ่งมีสีเทาแบบควันไฟปนสีเหลืองหรือน้ำตาลปนสีเทาควันไฟ   เรียกอีกชื่อว่าเครนคอร์ม (Cairngorm) มาจากชื่อภูเขาในสก๊อตแลนด์และชื่อที่เรียกกันทั่ว ๆ ไป คือ สโมคกี้โทแพสหรือสก๊อตโทแพส หรือโทแพสเผา</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%8b%e0%b9%8c-smoky-quartz/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สตาร์ควอทซ์ (Star Quartz)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%8b%e0%b9%8c-star-quartz/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%8b%e0%b9%8c-star-quartz/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:43:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=827</guid>
		<description><![CDATA[

สตาร์ควอทซ์หรือเรียกอีกอย่างว่า แอสเทอริซึม(Asterism) เป็นอัญมณีชนิดหนึ่งในตระกูลควอทซ์(Quartz) ซึ่งอาจเห็นได้ในควอทซ์ชมพูหรือสีขาวน้ำนมหรือสีเทา ซึ่งการเจียระไนแบบหลังเบี้ยจะปรากฏเป็นสตาร์ 6 แฉก ถ้าดูสตาร์จากด้านบนพลอย สตาร์จะอยู่บนผิวหน้าด้านบนซึ่งตรงข้ามกับสตาร์ซัฟไฟร์ หรือทับทิม สตาร์จะอยู่ภายใน แต่ถ้าดูด้านข้างที่ระนาบขอบของเหลี่ยมสตาร์จะไม่ปรากฏสีเพราะวัตถุที่ให้สีจะมองไม่เห็นในตำแหน่งนี้
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/star.jpg" rel="lightbox[827]"><img class="size-full wp-image-828 aligncenter" title="star" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/star.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>สตาร์ควอทซ์หรือเรียกอีกอย่างว่า แอสเทอริซึม(Asterism) เป็นอัญมณีชนิดหนึ่งในตระกูลควอทซ์(Quartz) ซึ่งอาจเห็นได้ในควอทซ์ชมพูหรือสีขาวน้ำนมหรือสีเทา ซึ่งการเจียระไนแบบหลังเบี้ยจะปรากฏเป็นสตาร์ 6 แฉก ถ้าดูสตาร์จากด้านบนพลอย สตาร์จะอยู่บนผิวหน้าด้านบนซึ่งตรงข้ามกับสตาร์ซัฟไฟร์ หรือทับทิม สตาร์จะอยู่ภายใน แต่ถ้าดูด้านข้างที่ระนาบขอบของเหลี่ยมสตาร์จะไม่ปรากฏสีเพราะวัตถุที่ให้สีจะมองไม่เห็นในตำแหน่งนี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%97%e0%b8%8b%e0%b9%8c-star-quartz/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รูทิลเล็ทเต็ท (Rutilated) หรือ ซาจีไนท์ (Sagenite)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%97-rutilated-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%88/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%97-rutilated-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%88/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:41:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=823</guid>
		<description><![CDATA[

เป็นอัญมณีตระกูลควอทซ์ (Quartz) ตำหนิภายในคล้ายเส้นเข็มสีเหลืองน้ำตาลหรือบางครั้งอาจมีตำหนิภายในของแร่ทัวมาลีน (Tourmaline) คล้ายเข็มสีเขียวมืดถึงดำ หรือเอพพิโดท(Epidote) หรือแอคทิโนไลท์ (Actinolite) ปนอยู่ พลอยรูทิลเล็ทเต็ทเป็นที่รู้จักกันดีในนามพลอย &#8220;โป่งขาม&#8221;
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/rut.jpg" rel="lightbox[823]"><img class="size-full wp-image-824 aligncenter" title="rut" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/rut.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>เป็นอัญมณีตระกูลควอทซ์ (Quartz) ตำหนิภายในคล้ายเส้นเข็มสีเหลืองน้ำตาลหรือบางครั้งอาจมีตำหนิภายในของแร่ทัวมาลีน (Tourmaline) คล้ายเข็มสีเขียวมืดถึงดำ หรือเอพพิโดท(Epidote) หรือแอคทิโนไลท์ (Actinolite) ปนอยู่ พลอยรูทิลเล็ทเต็ทเป็นที่รู้จักกันดีในนามพลอย &#8220;โป่งขาม&#8221;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%87%e0%b8%97-rutilated-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b8%8b%e0%b8%b2%e0%b8%88/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไข่มุก (Pearl)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%81-pearl/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%81-pearl/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:39:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=819</guid>
		<description><![CDATA[



ไข่มุกเป็นสารอินทรีย์ที่เกิดจากการก่อเมือกเป็นชั้นๆ   หรือเนเคอร์(Nacre) ในเปลือกหอย   มีลักษณะกึ่งโปร่งแสงถึงทึบแสง ไข่มุกมีหลายสี อาทิ สีขาว เทา เหลือง ชมพู ม่วง น้ำเงิน เขียว ดำ   ซึ่งไข่มุกทุกชนิดต้องผ่านกรรมวิธีการฟอกสี
การกำเนิดไข่มุกธรรมชาติ (Natural Pearls)
ไข่มุกจะเกิดขึ้นในกาบหอยซึ่งเรียกว่า หอยมุก (Mollusks) เนื่องจากหอยนั้นกลืนเม็ดทรายเล็กๆหรือวัตถุอื่นๆเข้าไป สิ่งเหล่านี้ก่อความรำคาญให้แก่หอยเป็นอย่างมาก หอยจะขจัดความรำคาญนี้โดยการสร้างสารเคลือบวัตถุนั้นด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต ทำเช่นนี้จนกว่าความรำคาญจะหายไป   การประสานของแคลเซียมคาร์บอเนตที่ติดต่อกัน เรียกว่า คอนคอยลิน (Conchiolin) จนเกิดเป็นไข่มุกภายในไม่กี่ปี
แหล่งกำเนิดไข่มุกน้ำเค็มธรรมชาติ
ไข่มุกมาจากหอยที่เรียกว่า &#8220;พินตาดา&#8221; (Pinctada) ที่อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งที่สำคัญที่ผลิตไข่มุกมากที่สุดในโลก และอื่นๆ ที่อ่าวมาแนร์ (Manaar) ทะเลแดง ออสเตรเลีย ทะเลใต้ ญี่ปุ่น เวเนซูเอลา เม็กซิโก ตาซิโก ตาฮิติ ฟลอริดา และอ่าวทางรัฐแคลิฟอเนีย เป็นต้น
แหล่งกำเนิดไข่มุกน้ำจืดธรรมชาติ



มาจากหอยที่เรียกว่า   [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/mook.jpg" rel="lightbox[819]"><img class="size-full wp-image-820 aligncenter" title="mook" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/mook.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">ไข่มุกเป็นสารอินทรีย์ที่เกิดจากการก่อเมือกเป็นชั้นๆ   หรือเนเคอร์(Nacre) ในเปลือกหอย   มีลักษณะกึ่งโปร่งแสงถึงทึบแสง ไข่มุกมีหลายสี อาทิ สีขาว เทา เหลือง ชมพู ม่วง น้ำเงิน เขียว ดำ   ซึ่งไข่มุกทุกชนิดต้องผ่านกรรมวิธีการฟอกสี</p>
<p><strong>การกำเนิดไข่มุกธรรมชาติ (</strong><strong>Natural Pearls)</strong></p>
<p>ไข่มุกจะเกิดขึ้นในกาบหอยซึ่งเรียกว่า หอยมุก (Mollusks) เนื่องจากหอยนั้นกลืนเม็ดทรายเล็กๆหรือวัตถุอื่นๆเข้าไป สิ่งเหล่านี้ก่อความรำคาญให้แก่หอยเป็นอย่างมาก หอยจะขจัดความรำคาญนี้โดยการสร้างสารเคลือบวัตถุนั้นด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต ทำเช่นนี้จนกว่าความรำคาญจะหายไป   การประสานของแคลเซียมคาร์บอเนตที่ติดต่อกัน เรียกว่า คอนคอยลิน (Conchiolin) จนเกิดเป็นไข่มุกภายในไม่กี่ปี</p>
<p><strong>แหล่งกำเนิดไข่มุกน้ำเค็มธรรมชาติ</strong></p>
<p>ไข่มุกมาจากหอยที่เรียกว่า &#8220;พินตาดา&#8221; (Pinctada) ที่อ่าวเปอร์เซียเป็นแหล่งที่สำคัญที่ผลิตไข่มุกมากที่สุดในโลก และอื่นๆ ที่อ่าวมาแนร์ (Manaar) ทะเลแดง ออสเตรเลีย ทะเลใต้ ญี่ปุ่น เวเนซูเอลา เม็กซิโก ตาซิโก ตาฮิติ ฟลอริดา และอ่าวทางรัฐแคลิฟอเนีย เป็นต้น</p>
<p><strong>แหล่งกำเนิดไข่มุกน้ำจืดธรรมชาติ</strong></p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">มาจากหอยที่เรียกว่า   &#8220;ยูนิโอ&#8221; (Unio) จะพบได้ในแม่น้ำต่างๆ   ทั่วโลกรวมทั้งยุโรป อเมริกาเหนือและที่อื่นๆ</p>
<p><strong>การกำเนิดไข่มุกเลี้ยง(</strong><strong>Cultured   Pearls)</strong></p>
<p>การเลี้ยงไข่มุกเลี้ยงมีทั้งน้ำเค็มและน้ำจืดกรรมวิธีการเลี้ยงคล้ายคลึงกันโดยใช้วัตถุก้อนกลมเล็กๆ เช่น เม็ดเปลือกหอยหรือเม็ดพลาสติกเรียก   นิวเคลียส์(Nucleus) ใส่เข้าไปในกลีบกล้ามเนื้อของหอยมุก   ทิ้งไว้ระยะหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุด และไม่มีมลภาวะเป็นพิษ หอยมุกจะเกิดความระคายเคือง สร้างสารที่เป็นเมือกซึ่งเป็นพวกแคลเซียมคาร์บอเนตขึ้นมาเคลือบวัตถุที่ใส่ลงไปเป็นชั้นๆ จนได้ไข่มุกเลี้ยง ใช้เวลาประมาณ 3 ปี อยู่ในน้ำลึก และอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของน้ำทะเลประมาณ 18 &#8211; 23 องศาเซลเซียส</p>
<p>มุกครึ่งซีก   (Blister Pearl) เกิดขึ้นโดยการใส่วัตถุก้อนครึ่งซีกลงในเปลือกหอยมุก หลังจากถูกเคลือบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต   หอยมุกครึ่งซีกจะถูกตัดออกมาแล้ว นำมาปะเข้าด้วยกันกับเศษเปลือกหอย (Mother of Pearl) ซึ่งลักษณะเป็นไข่มุกครึ่งซีกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า   &#8220;ไข่มุกมาเบ&#8221; (Mabe Pearl)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ไข่มุกน้ำเค็มจะมีความวาว(Luster) และพื้นสี (Body Colour) ที่สวยกว่าไข่มุกน้ำจืด เพราะส่วนมากไข่มุกน้ำเค็มสามารถเคลือบมุก(Nacres) ได้หนากว่า และขนาดของเม็ดได้ใหญ่กว่าไข่มุกน้ำจืด ฉะนั้นค่านิยมของไข่มุกน้ำเค็มจะมีมากกว่าไข่มุกน้ำจืด แหล่งกำเนิดไข่มุกเลี้ยง เช่น ญี่ปุ่น ตาฮิติ ทะเลใต้ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย พม่า ออสเตรเลีย เป็นต้น</p>
<p><strong>แหล่งกำเนิดไข่มุกน้ำจืดธรรมชาติ</strong></p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">มาจากหอยที่เรียกว่า   &#8220;ยูนิโอ&#8221; (Unio) จะพบได้ในแม่น้ำต่างๆ   ทั่วโลกรวมทั้งยุโรป อเมริกาเหนือและที่อื่นๆ</p>
<p><strong>การกำเนิดไข่มุกเลี้ยง(</strong><strong>Cultured   Pearls)</strong></p>
<p>การเลี้ยงไข่มุกเลี้ยงมีทั้งน้ำเค็มและน้ำจืดกรรมวิธีการเลี้ยงคล้ายคลึงกันโดยใช้วัตถุก้อนกลมเล็กๆ เช่น เม็ดเปลือกหอยหรือเม็ดพลาสติกเรียก   นิวเคลียส์(Nucleus) ใส่เข้าไปในกลีบกล้ามเนื้อของหอยมุก   ทิ้งไว้ระยะหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุด และไม่มีมลภาวะเป็นพิษ หอยมุกจะเกิดความระคายเคือง สร้างสารที่เป็นเมือกซึ่งเป็นพวกแคลเซียมคาร์บอเนตขึ้นมาเคลือบวัตถุที่ใส่ลงไปเป็นชั้นๆ จนได้ไข่มุกเลี้ยง ใช้เวลาประมาณ 3 ปี อยู่ในน้ำลึก และอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของน้ำทะเลประมาณ 18 &#8211; 23 องศาเซลเซียส</p>
<p>มุกครึ่งซีก   (Blister Pearl) เกิดขึ้นโดยการใส่วัตถุก้อนครึ่งซีกลงในเปลือกหอยมุก หลังจากถูกเคลือบด้วยแคลเซียมคาร์บอเนต   หอยมุกครึ่งซีกจะถูกตัดออกมาแล้ว นำมาปะเข้าด้วยกันกับเศษเปลือกหอย (Mother of Pearl) ซึ่งลักษณะเป็นไข่มุกครึ่งซีกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า   &#8220;ไข่มุกมาเบ&#8221; (Mabe Pearl)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ไข่มุกน้ำเค็มจะมีความวาว(Luster) และพื้นสี (Body Colour) ที่สวยกว่าไข่มุกน้ำจืด เพราะส่วนมากไข่มุกน้ำเค็มสามารถเคลือบมุก(Nacres) ได้หนากว่า และขนาดของเม็ดได้ใหญ่กว่าไข่มุกน้ำจืด ฉะนั้นค่านิยมของไข่มุกน้ำเค็มจะมีมากกว่าไข่มุกน้ำจืด แหล่งกำเนิดไข่มุกเลี้ยง เช่น ญี่ปุ่น ตาฮิติ ทะเลใต้ จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย พม่า ออสเตรเลีย เป็นต้น</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b8%e0%b8%81-pearl/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มรกต (Emerald)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%95-emerald/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%95-emerald/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:36:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=815</guid>
		<description><![CDATA[



มรกตเป็นพลอยตระกูลเบอริล (Beryl)ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะมรกตซึ่งมีราคาสูงกว่าพลอยทั่ว ๆ ไป   และเป็นที่นิยมมาก มรกตมีลักษณะโปร่งใสถึงโปร่งแสงสีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้ม   ธาตุสีจากโครเมียม หรือวานาเดียมและเหล็ก   หากสีเขียวอ่อนเกินไปจะไม่เรียกว่ามรกต แต่จะเรียกเป็นเบอริลเขียว (Green Beryl)



ตามประวัติแหล่งที่มาของมรกตในสมัยโบราณเหมืองที่เก่าแก่ที่สุดคือเหมืองคลีโอพัตรา ที่ทะเลแดงในประเทศอียิปต์ เหมืองนี้อายุประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปัจจุบันไม่มีร่องรอยของเหมืองนี้ และได้กลายสภาพไปในด้านอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในสมัยกรีกเชื่อว่ามรกตเป็นพลอยวีนัส คือพลอยเทพธิดาแห่งความรักและเปรียบความสวยเหมือนความงามในฤดูใบไม้ผลิแม้กระทั่งจักรพรรดิ์เนโรมีความเชื่อว่า การสวมแว่นตาที่ทำจากมรกต สามารถทำห้าดวงตาสดใส
มรกตมีความแข็งแค่ 7.5-8 มีความเหนียวพอใช้ โดยทั่วไปมรกตจะมีตำหนิและรอยร้าวค่อนข้างมากจึงนิยมนำเอามรกตแช่ในน้ำมัน (Oiling) การแช่ในน้ำมันมีผลดังนี้
- น้ำมันอาจเป็นสีเขียวหรือสีขาว และมีค่าดัชนีหักเหของแสงใกล้เคียงกับเบอริล
- สามารถประสานรอยร้าวที่แตกไปถึงพื้นผิวหน้า และทำให้สีดูดีขึ้น
- สามารถดูได้จากกล้องขยาย อาจแสดงเขียวเหลืองในแสงฟลูออเรสเซนส์ (Yellowish green flourescence) ที่รอยแตก บางครั้งจะติดออกมากับกระดาษห่อพลอย
- ความคงทนแย่ถึงพอใช้ โดยเฉพาะน้ำมันที่เข้าไปนั้นอาจแห้งหรือระเหยหมดไปจึงควรหลีกเลี่ยงความร้อนจัก หรือการเผา และเครื่องทำความสะอาดแบบอุลตร้าโซนิค (Ultrasonic Cleaners)



- สามารถแช่ใหม่ได้ในกรณีที่น้ำมันแห้งหรือระเหยหมอไป
แต่ระยะหลังเริ่มมีการเอาเรซิน   [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/mor.jpg" rel="lightbox[815]"><img class="size-full wp-image-816 aligncenter" title="mor" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/mor.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">มรกตเป็นพลอยตระกูลเบอริล (Beryl)ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะมรกตซึ่งมีราคาสูงกว่าพลอยทั่ว ๆ ไป   และเป็นที่นิยมมาก มรกตมีลักษณะโปร่งใสถึงโปร่งแสงสีเขียวอ่อนถึงเขียวเข้ม   ธาตุสีจากโครเมียม หรือวานาเดียมและเหล็ก   หากสีเขียวอ่อนเกินไปจะไม่เรียกว่ามรกต แต่จะเรียกเป็นเบอริลเขียว (Green Beryl)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ตามประวัติแหล่งที่มาของมรกตในสมัยโบราณเหมืองที่เก่าแก่ที่สุดคือเหมืองคลีโอพัตรา ที่ทะเลแดงในประเทศอียิปต์ เหมืองนี้อายุประมาณ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปัจจุบันไม่มีร่องรอยของเหมืองนี้ และได้กลายสภาพไปในด้านอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในสมัยกรีกเชื่อว่ามรกตเป็นพลอยวีนัส คือพลอยเทพธิดาแห่งความรักและเปรียบความสวยเหมือนความงามในฤดูใบไม้ผลิแม้กระทั่งจักรพรรดิ์เนโรมีความเชื่อว่า การสวมแว่นตาที่ทำจากมรกต สามารถทำห้าดวงตาสดใส</p>
<p>มรกตมีความแข็งแค่ 7.5-8 มีความเหนียวพอใช้ โดยทั่วไปมรกตจะมีตำหนิและรอยร้าวค่อนข้างมากจึงนิยมนำเอามรกตแช่ในน้ำมัน (Oiling) การแช่ในน้ำมันมีผลดังนี้</p>
<p>- น้ำมันอาจเป็นสีเขียวหรือสีขาว และมีค่าดัชนีหักเหของแสงใกล้เคียงกับเบอริล</p>
<p>- สามารถประสานรอยร้าวที่แตกไปถึงพื้นผิวหน้า และทำให้สีดูดีขึ้น</p>
<p>- สามารถดูได้จากกล้องขยาย อาจแสดงเขียวเหลืองในแสงฟลูออเรสเซนส์ (Yellowish green flourescence) ที่รอยแตก บางครั้งจะติดออกมากับกระดาษห่อพลอย</p>
<p>- ความคงทนแย่ถึงพอใช้ โดยเฉพาะน้ำมันที่เข้าไปนั้นอาจแห้งหรือระเหยหมดไปจึงควรหลีกเลี่ยงความร้อนจัก หรือการเผา และเครื่องทำความสะอาดแบบอุลตร้าโซนิค (Ultrasonic Cleaners)</p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">- สามารถแช่ใหม่ได้ในกรณีที่น้ำมันแห้งหรือระเหยหมอไป</p>
<p>แต่ระยะหลังเริ่มมีการเอาเรซิน   (Resins) มาใส่ในรอยร้าวของมรกต เรียกว่า   &#8220;Opticon&#8221; เพราะเรซิน   อยู่ได้ทนนานกว่าน้ำมันซึ่งมักระเหยไปได้ง่าย แต่บางครั้งถ้าการใส่เรซินไม่ประณีตจะทำให้เรซินแข็งตัวเร็วเกินไปซึ่งจะมีผลให้เห็นรอยแห้งเด่นชัดในรอยร้าว</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>แหล่งกำเนิด :</strong> โคลัมเบีย แซมเบีย บราซิล รัสเซีย ปากีสถาน อัฟกานีสถาน ซิมบาวี อัฟริกาใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นอร์เวย์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%95-emerald/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไพโรป (Pyrope)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-pyrope/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-pyrope/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:33:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=810</guid>
		<description><![CDATA[

ไพโรปเป็นอัญมณีประเภทหนึ่งในตระกูลของการ์เน็ทหรือโกเมน(Garnet)ลักษณะโปร่งใสสีส้มอมแดง ถึงแดงอมม่วงเล็กน้อย สีจะแดงสดมากกว่าการ์เน็ทชนิดอื่น ความหมายของชื่อโพโรป แปลว่า &#8220;เหมือนไฟ&#8221; ชื่อที่เคยเรียกผิดคือ ทับทิมสี (Colour Ruby) ทับทิมเคป (Cape Ruby) ทับทิมอัฟริกาใต้(South Africa Ruby) และทับทิมมอริโซนา (Arizona Ruby) บางครั้งเรียกเป็นโบฮิเมียนการ์เน็ท (Bohemian Garnet) ตามชื่อเมืองในประวัติศาสตร์ของเช็คโกสโลวาเกีย
ไพโรปที่มีคุณภาพดีจะมีแหล่งกำเนิดบริเวณเดียวกับที่พบเพชรในอัฟริกาใต้ ้ แหล่งกำเนิดคือ อัฟริกาใต้ขนาดเล็กมาจากอริโซน่า นิวเม็กซิโก โคโลราโด ยูธา เนวาดาในอเมริกา และที่อื่นๆ เช่นทางภาคใต้ของซิมบาวี บราซิล ออสเตเลีย ศรีลังกา เม็กซิโก พม่า
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/piro.jpg" rel="lightbox[810]"><img class="size-full wp-image-811 aligncenter" title="piro" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/piro.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>ไพโรปเป็นอัญมณีประเภทหนึ่งในตระกูลของการ์เน็ทหรือโกเมน(Garnet)ลักษณะโปร่งใสสีส้มอมแดง ถึงแดงอมม่วงเล็กน้อย สีจะแดงสดมากกว่าการ์เน็ทชนิดอื่น ความหมายของชื่อโพโรป แปลว่า &#8220;เหมือนไฟ&#8221; ชื่อที่เคยเรียกผิดคือ ทับทิมสี (Colour Ruby) ทับทิมเคป (Cape Ruby) ทับทิมอัฟริกาใต้(South Africa Ruby) และทับทิมมอริโซนา (Arizona Ruby) บางครั้งเรียกเป็นโบฮิเมียนการ์เน็ท (Bohemian Garnet) ตามชื่อเมืองในประวัติศาสตร์ของเช็คโกสโลวาเกีย</p>
<p>ไพโรปที่มีคุณภาพดีจะมีแหล่งกำเนิดบริเวณเดียวกับที่พบเพชรในอัฟริกาใต้ ้ แหล่งกำเนิดคือ อัฟริกาใต้ขนาดเล็กมาจากอริโซน่า นิวเม็กซิโก โคโลราโด ยูธา เนวาดาในอเมริกา และที่อื่นๆ เช่นทางภาคใต้ของซิมบาวี บราซิล ออสเตเลีย ศรีลังกา เม็กซิโก พม่า</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b9%84%e0%b8%9e%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%9b-pyrope/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพอริดอท หรือ โอลิวีน (Peridot or Olivine)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%97-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%99-peridot-or-olivine/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%97-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%99-peridot-or-olivine/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:31:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=806</guid>
		<description><![CDATA[

เพอริดอท เป็นพลอยที่ไม่ค่อยแข็งเท่าไรนัก ดังนั้นการนำมาทำเป็นเครื่องประดับต้องให้ความระวังเพราะจะถูกขีดข่วนเป็นรอยได้ง่าย เพอริดอทเป็นอิดิโอโครเมติค ( Idiochromatic ) คือสีเฉพาะตัวโดยไม่มีการแทรกซึมจากธาตุสีใด ๆ เป็นพลอยประจำราศีเดือนสิงหาคมพร้อมกับนิลดำ (Onyx) การตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือไม่ให้ดูจากลักษณะตำหนิภายในคล้ายแบบใบบัว หรือเส้นซ้อนที่ขอบเหลี่ยมภายใน ( Doubling ) ค่าดัชนีหักเห ไบเรฟฟรินเจนส์ และความถ่วงจำเพาะ สามารถให้คำตอบได้ ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่งคือ การให้ความร้อนมากในขณะซ่อมฝังตัวเรือนหรือเจียระไน อาจทำให้พลอยแตกร้าวได้ง่าย



แหล่งกำเนิด : พม่ามีเพอริดอทที่สวยที่สุด แต่แหล่งใหญ่ที่สุดมาจากอริโซน่าแหล่งอื่น ๆ เช่น   นอร์เวย์ บราซิล ออสเตรเลีย เชคโกสโลวาเกีย เป็นต้น
ชนิดและชื่อทางการค้า 
1. มาลาโคไลท์   (Malacolite) ลักษณะสีเขียวอ่อน   โปร่งใส



2. อลาไลท์ (Alalite) ลักษณะโปร่งใส ไร้สี ถึงเขียวซีด หรือเขียวอมเหลืองอ่อน
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/pari.jpg" rel="lightbox[806]"><img class="size-full wp-image-807 aligncenter" title="pari" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/pari.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>เพอริดอท เป็นพลอยที่ไม่ค่อยแข็งเท่าไรนัก ดังนั้นการนำมาทำเป็นเครื่องประดับต้องให้ความระวังเพราะจะถูกขีดข่วนเป็นรอยได้ง่าย เพอริดอทเป็นอิดิโอโครเมติค ( Idiochromatic ) คือสีเฉพาะตัวโดยไม่มีการแทรกซึมจากธาตุสีใด ๆ เป็นพลอยประจำราศีเดือนสิงหาคมพร้อมกับนิลดำ (Onyx) การตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือไม่ให้ดูจากลักษณะตำหนิภายในคล้ายแบบใบบัว หรือเส้นซ้อนที่ขอบเหลี่ยมภายใน ( Doubling ) ค่าดัชนีหักเห ไบเรฟฟรินเจนส์ และความถ่วงจำเพาะ สามารถให้คำตอบได้ ข้อควรระวังอีกอย่างหนึ่งคือ การให้ความร้อนมากในขณะซ่อมฝังตัวเรือนหรือเจียระไน อาจทำให้พลอยแตกร้าวได้ง่าย</p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top"><strong>แหล่งกำเนิด :</strong> พม่ามีเพอริดอทที่สวยที่สุด แต่แหล่งใหญ่ที่สุดมาจากอริโซน่าแหล่งอื่น ๆ เช่น   นอร์เวย์ บราซิล ออสเตรเลีย เชคโกสโลวาเกีย เป็นต้น</p>
<p><strong>ชนิดและชื่อทางการค้า</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>1. </strong><strong>มาลาโคไลท์   (</strong><strong>Malacolite)</strong> ลักษณะสีเขียวอ่อน   โปร่งใส</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>2. อลาไลท์ (Alalite)</strong> ลักษณะโปร่งใส ไร้สี ถึงเขียวซีด หรือเขียวอมเหลืองอ่อน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%97-%e0%b8%ab%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b8%ad-%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b5%e0%b8%99-peridot-or-olivine/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พัดพารัดชา (Padparadscha)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b2-padparadscha/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b2-padparadscha/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:29:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=802</guid>
		<description><![CDATA[

พัดพารัดชาเป็นซัฟไฟร์สีส้มอมชมพู โทนสีอ่อนถึงปานกลางชื่อได้จากดอกบัวชนิดหนึ่ง แหล่งที่พบคือศรีลังกา พัดพารัดชาเป็นพลอยที่ราคาสูง สีมีความสวยงามมาก และหายาก คอรันดัมสีส้มแดง มีโทนสีกลางถึงเข้ม จากแม่น้ำอุมบ้า (Umba River) ในอัฟริกาบางครั้งเรียกผิดเป็นพัดพารัดชา สีของซัฟไฟร์พัดพารัดชามาจากธาตุเหล็กและโครเมียม
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/pad.jpg" rel="lightbox[802]"><img class="size-full wp-image-803 aligncenter" title="pad" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/pad.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>พัดพารัดชาเป็นซัฟไฟร์สีส้มอมชมพู โทนสีอ่อนถึงปานกลางชื่อได้จากดอกบัวชนิดหนึ่ง แหล่งที่พบคือศรีลังกา พัดพารัดชาเป็นพลอยที่ราคาสูง สีมีความสวยงามมาก และหายาก คอรันดัมสีส้มแดง มีโทนสีกลางถึงเข้ม จากแม่น้ำอุมบ้า (Umba River) ในอัฟริกาบางครั้งเรียกผิดเป็นพัดพารัดชา สีของซัฟไฟร์พัดพารัดชามาจากธาตุเหล็กและโครเมียม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%8a%e0%b8%b2-padparadscha/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นิลดำ (Onyx)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%b3-onyx/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%b3-onyx/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:27:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=798</guid>
		<description><![CDATA[

นิลดำเป็นอัญมณีตระกูลคาลซิโดนี (Chalcedony) มีลักษณะกึ่งโปร่งแสงถึงทึบแสงมีลายเป็นแถบตรง ไม่คดโค้งอย่างพวกอะเก็ท ปกติจะมีแถบสีขาว หรือสีดำที่ขนานกัน ถ้าเป็นชนิดที่เรียกว่า &#8220;ซาร์ด ออนิคซ์ &#8221; (Sard Onyx) หมายถึงมีลายชั้นสีน้ำตาลแดงสลับขาว นิลดำยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ &#8220;คาลซิโดนีสีดำ&#8221; (Black Chalcedony) แต่ในทางการค้าจะนิยมเรียก &#8220;นิลดำ&#8221; หรือ &#8220;ออนิคส&#8221; มากกว่าคาลซิโดนี(Chalcedony) ในทางแร่วิทยาจัดเป็นประเภทหนึ่งของควอทซ์(Quartz) เพราะเป็นควอทซ์เล็กๆ ละเอียดมารวมกัน และประกอบด้วยธาตุซึ่งมีอยู่มากมายภายใต้พื้นโลก มีรูปร่าง ชนิดและสีต่างๆกัน คาลซิโดนีอาจถูกนำมาปรับปรุงคุณภาพด้วยกรรมวิธีการฉายรังสี เผา และย้อมสี เพื่อให้ได้สีที่ดีขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงสี
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/nil.jpg" rel="lightbox[798]"><img class="size-full wp-image-799 aligncenter" title="nil" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/nil.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>นิลดำเป็นอัญมณีตระกูลคาลซิโดนี (Chalcedony) มีลักษณะกึ่งโปร่งแสงถึงทึบแสงมีลายเป็นแถบตรง ไม่คดโค้งอย่างพวกอะเก็ท ปกติจะมีแถบสีขาว หรือสีดำที่ขนานกัน ถ้าเป็นชนิดที่เรียกว่า &#8220;ซาร์ด ออนิคซ์ &#8221; (Sard Onyx) หมายถึงมีลายชั้นสีน้ำตาลแดงสลับขาว นิลดำยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ &#8220;คาลซิโดนีสีดำ&#8221; (Black Chalcedony) แต่ในทางการค้าจะนิยมเรียก &#8220;นิลดำ&#8221; หรือ &#8220;ออนิคส&#8221; มากกว่าคาลซิโดนี(Chalcedony) ในทางแร่วิทยาจัดเป็นประเภทหนึ่งของควอทซ์(Quartz) เพราะเป็นควอทซ์เล็กๆ ละเอียดมารวมกัน และประกอบด้วยธาตุซึ่งมีอยู่มากมายภายใต้พื้นโลก มีรูปร่าง ชนิดและสีต่างๆกัน คาลซิโดนีอาจถูกนำมาปรับปรุงคุณภาพด้วยกรรมวิธีการฉายรังสี เผา และย้อมสี เพื่อให้ได้สีที่ดีขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงสี</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%b3-onyx/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เทอร์ควอยซ์ (Turquoise)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%8b%e0%b9%8c-turquoise/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%8b%e0%b9%8c-turquoise/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:25:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=794</guid>
		<description><![CDATA[

ประมาณก่อนสมัยคริสต์ศักราช 5500ปี ชาวอียิปต์นำเทอร์ควอยซ์มาสวมใส่เป็นเครื่องประดับส่วนชาวอินเดียนแดงในอเมริกาได้นำเอาเทอร์ควอยซ์มาเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนและเป็นเครื่องประดับ ตำแหน่งหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงที่ยิ่งใหญ่เป็นผู้มีอำนาจมากก็จะประดับเทอร์ควอยซ์ที่มีคุณภาพสูง และยังมีความเชื่อถืออีกอย่างของชนเผ่า อินเดียแดงคือ การนำเอาเทอร์ควอยซ์ไปภาวนากับแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับ โยนเทอร์ควอยซ์ลงในแม่น้ำจะนำฝนมาให้ ชาวฝรั่งเศสเรียกเทอร์ควอยซ์ว่า หินตุรกี (Turkish stone) คาดว่า เทอร์ควอยซ์ถูกนำเข้ามาในยุโรปครั้งแรก โดยผ่านตุรกี



เทอร์ควอยซ์มี   2 ชนิดคือ ชนิดที่มีเมทริก (Matrix) คล้ายใยแมงมุม กับชนิดที่ไม่มีเมทริก (เมทริก คือ   เส้นลายหินที่เกิดขึ้นในเทอร์ควอยซ์ เป็นสีน้ำตาลหรือดำ) เทอร์ควอยซ์ที่มีคุณภาพดีที่สุดจะมีสีแจ่มชัด เรียบน้ำเงินปานกลาง และไม่มีเมทริก เทอร์ควอยซ์พบในสายแร่   (Vein)มีทั้ง ชิ้นใหญ่และชิ้นเล็ก ยากที่จะพบในเหมืองร่องน้ำ(Alluvial   Deposits) ความร้อนสามารถทำให้พลอยระเบิดหรือเป็นรอยแตกได้   ถ้าใช้เข็มร้อนจี้(Hot point)พลอยจะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลและแตก   ปัจจุบันส่วนใหญ่ จะนำเทอร์ควอยซ์มาใช้ทำลูกปัด   สร้อยคอ กำไลมือ แหวน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/que.jpg" rel="lightbox[794]"><img class="size-full wp-image-795 aligncenter" title="que" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/que.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>ประมาณก่อนสมัยคริสต์ศักราช 5500ปี ชาวอียิปต์นำเทอร์ควอยซ์มาสวมใส่เป็นเครื่องประดับส่วนชาวอินเดียนแดงในอเมริกาได้นำเอาเทอร์ควอยซ์มาเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนและเป็นเครื่องประดับ ตำแหน่งหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงที่ยิ่งใหญ่เป็นผู้มีอำนาจมากก็จะประดับเทอร์ควอยซ์ที่มีคุณภาพสูง และยังมีความเชื่อถืออีกอย่างของชนเผ่า อินเดียแดงคือ การนำเอาเทอร์ควอยซ์ไปภาวนากับแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับ โยนเทอร์ควอยซ์ลงในแม่น้ำจะนำฝนมาให้ ชาวฝรั่งเศสเรียกเทอร์ควอยซ์ว่า หินตุรกี (Turkish stone) คาดว่า เทอร์ควอยซ์ถูกนำเข้ามาในยุโรปครั้งแรก โดยผ่านตุรกี</p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">เทอร์ควอยซ์มี   2 ชนิดคือ ชนิดที่มีเมทริก (Matrix) คล้ายใยแมงมุม กับชนิดที่ไม่มีเมทริก (เมทริก คือ   เส้นลายหินที่เกิดขึ้นในเทอร์ควอยซ์ เป็นสีน้ำตาลหรือดำ) เทอร์ควอยซ์ที่มีคุณภาพดีที่สุดจะมีสีแจ่มชัด เรียบน้ำเงินปานกลาง และไม่มีเมทริก เทอร์ควอยซ์พบในสายแร่   (Vein)มีทั้ง ชิ้นใหญ่และชิ้นเล็ก ยากที่จะพบในเหมืองร่องน้ำ(Alluvial   Deposits) ความร้อนสามารถทำให้พลอยระเบิดหรือเป็นรอยแตกได้   ถ้าใช้เข็มร้อนจี้(Hot point)พลอยจะเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลและแตก   ปัจจุบันส่วนใหญ่ จะนำเทอร์ควอยซ์มาใช้ทำลูกปัด   สร้อยคอ กำไลมือ แหวน หรือแกะสลักเป็น รูปแบบต่างๆ เทอร์ควอยซ์ที่มีคุณภาพดีจะเหนียว   ส่วนชนิดที่มีคุณภาพต่ำจะมี ความเหนียวต่ำ เทอร์ควอยซ์เป็นพลอยประจำราศีเดือนธันวาคมร่วมกับเพทาย   (Zircon)</p>
<p><strong>แหล่งกำเนิดเทอร์ควอยซ์</strong></p>
<p>1. เนซาเบอร์อิหร่านเป็นแหล่งกำเนิดเทอร์ควอยซ์ที่มีสีสวยที่สุด เหมืองได้กลายเป็นเหมืองประวัติศาสตร์   เพราะกลายเป็นเมืองร้าง มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่1</p>
<p>2. ซีไน   เพนีซูลาเป็นเหมืองที่เก่าแก่ที่สุดในสมัยก่อนคริสต์ศักราช 5500 ปี เหมืองต่างๆ อยู่ในสภาพขุดหมดไปแล้ว</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>3. สหรัฐอเมริกาปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่รัฐอริโซนา เนวาดา และ นิวเม็กซิโก</p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top"><strong>ชนิดและชื่อทางการค้า</strong><strong> </strong></p>
<p><strong>1.</strong><strong>เทอร์ควอยซ   เปอร์เชีย(</strong><strong>Persian)</strong> เป็นชนิดที่มีคุณภาพดีที่สุด เพราะสีของเทอร์ควอยซ์   เปอร์เชียจะเป็นสีฟ้าที่สวยงามมาก เปรียบเทียบสีของไข่นกโรบิน (Robin&#8217;s Egg Blue) สีฟ้าเข้มปานกลาง ผิวภายนอกขรุขระเป็นรุน้อยที่สุด   พื้นสีดูเรียบและเสมอ กึ่งโปร่งใส วาวแบบน้ำมัน อาจมีหรือไม่มีเมทริก (Matrix) เส้นลายหินคล้ายใยแมงมุม</p>
<p><strong>2.</strong><strong>เทอร์ควอยซ์อเมริกาหรือเม็กซิกัน   (</strong><strong>American or Maxican)</strong> สีฟ้าอ่อน ฟ้าอมเขีย    เขียวอมเทา ชิ้นที่เป็นรูส่วนมากจะเอาขี้ผึ้ง หรือพลาสติกอุดให้เรียบ   ทั่วไปจะไม่สามารถขัดให้เงามาก</p>
<p><strong>3.</strong><strong>เทอร์ควอยซ์อียิปต์   (</strong><strong>Egyptian)</strong> สีฟ้าอมเขียว ถึงเขียวอมเหลือง จะมีธาตุ เหล็กมาก และสามารถขัดให้เงาได้ดีกว่า</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>4.</strong><strong>เทอร์ควอยซ์เมทริก (</strong><strong>Turquoise Matrix or Turquoise with Matrix)</strong> คือ เทอร์ควอยซ์ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับมีลายเส้นหินคล้ายใยแมงมุม หมายเหตุ เทอร์ควอยซ์ทั้งหมดจะเรียกเป็นอเมริกันเทอร์ควอยซ์( American Turquoise) หากมีคุณสมบัติแบบเปอร์เชีย(Persian)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%ad%e0%b8%a2%e0%b8%8b%e0%b9%8c-turquoise/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทัวมาลีน (Tourmaline)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%99-tourmaline/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%99-tourmaline/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:23:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=790</guid>
		<description><![CDATA[

ทัวมาลีนเป็นพลอยที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีความสวยงาม มีหลายสี สีที่มีค่าคือ สีแดง สีชมพู สีเขียว สีน้ำเงิน และพลอย 2 สี เขียว-ชมพู ( Part-colored ) การเจียระไนอาจเป็นเหลี่ยมหลังเต่า และแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ หรือลูกประคำ เป็นต้น ผลึกบางสีอาจมีขนาดถึง 100 กะรัต คำว่า ทัวมาลีนมาจากคำโบราณ ของภาษาศรีลังกาแปลว่า พลอยหลากสี ( Mixed Precious Stone ) ทางแร่วิทยาเรียก“Tourmaline” เป็นพลอยประจำราศีเดือนตุลาคมพร้อมกับโอปอล



ชนิดและชื่อทางการค้า
1. รูเบลไลท์   (Rubellite)
สีชมพูถึงแดง   ส้ม ม่วง หรือ น้ำตาลแดง Rubellite แปลว่าสีแดง ซึ่งเป็นสีที่มีค่าที่สุดในจำพวกทัวมาลีนด้วยกัน   ธาตุสีคือมังกานีส สีแดงเข้มส่วนใหญ่จะมีตำหนิมาก   ผลึกที่มีสีอ่อนโดยทั่วไปจะเจียระไนหน้าพลอย (Table) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/tur.jpg" rel="lightbox[790]"><img class="size-full wp-image-791 aligncenter" title="tur" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/tur.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>ทัวมาลีนเป็นพลอยที่ได้รับความนิยมมาก เพราะมีความสวยงาม มีหลายสี สีที่มีค่าคือ สีแดง สีชมพู สีเขียว สีน้ำเงิน และพลอย 2 สี เขียว-ชมพู ( Part-colored ) การเจียระไนอาจเป็นเหลี่ยมหลังเต่า และแกะสลักเป็นรูปต่าง ๆ หรือลูกประคำ เป็นต้น ผลึกบางสีอาจมีขนาดถึง 100 กะรัต คำว่า ทัวมาลีนมาจากคำโบราณ ของภาษาศรีลังกาแปลว่า พลอยหลากสี ( Mixed Precious Stone ) ทางแร่วิทยาเรียก“Tourmaline” เป็นพลอยประจำราศีเดือนตุลาคมพร้อมกับโอปอล</p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top"><strong>ชนิดและชื่อทางการค้า</strong></p>
<p><strong>1. </strong><strong>รูเบลไลท์   (</strong><strong>Rubellite)</strong></p>
<p>สีชมพูถึงแดง   ส้ม ม่วง หรือ น้ำตาลแดง Rubellite แปลว่าสีแดง ซึ่งเป็นสีที่มีค่าที่สุดในจำพวกทัวมาลีนด้วยกัน   ธาตุสีคือมังกานีส สีแดงเข้มส่วนใหญ่จะมีตำหนิมาก   ผลึกที่มีสีอ่อนโดยทั่วไปจะเจียระไนหน้าพลอย (Table) ให้ตั้งฉากกับแกนจักษุ (Optic Axis) เพื่อให้ดูสีเข้มขึ้นเป็นชมพูเข้มหรือม่วงแต่สีอาจจางหายเมื่อถูกความร้อนหรือแสงไฟที่ร้อนจัด</p>
<p><strong>2. </strong><strong>เวอร์ดีไลท์   (</strong><strong>Verdelite)</strong></p>
<p>สีเขียวอมเหลืองถึงเขียวอมน้ำเงิน   ธาตุสีคือธาตุเหล็ก โครเมียมและวานาเดียม จะเรียกเป็นโครมทัวมาลีน (Chrome Tourmaline) ถ้าเป็นสีเขียวสด และเปลี่ยนเป็นสีแดงภายใต้แว่นกรองแสง   ผลึกที่สีมืดมักเจียระไนหน้าพลอย (Table) ให้ขนานกับแกนจักษุ (Optic Axis) เพื่อทำให้มีสีเข้มขึ้นความร้อนทำให้สีพลอยเข้มและจางลงได้   ชื่อที่เรียกผิดคือ &#8220;เพอริดอท บราซิล &#8221; (Ceylonese Peridot)</p>
<p><strong>3. </strong><strong>อินดิโคไลท์   (</strong><strong>Indicolite)</strong></p>
<p>สีน้ำเงินอมม่วง   ถึงน้ำเงินอมเขียว ธาตุสีคือ ธาตุเหล็ก</p>
<p><strong>4. </strong><strong>ดราไวท์   (</strong><strong>Dravite)</strong></p>
<p>สีเหลืองถึงน้ำตาล   ธาตุสีคือ ธาตุเหล็ก</p>
<p><strong>5. </strong><strong>อโครไดท์   (</strong><strong>Achroite)</strong></p>
<p>ไม่มีสี   สีขาว</p>
<p><strong>6. </strong><strong>สโกล (</strong><strong>Schorl)</strong></p>
<p>สีดำทึบแสง   มักไม่นำมาใช้เป็นเครื่องประดับ</p>
<p><strong>7. </strong><strong>ทัวมาลีนหลากสี   (</strong><strong>Parti-colour)</strong></p>
<p>มีสีมากกว่า   1 สีในพลอย เรียก Bi-color เป็นชนิดที่มีค่าและหายาก</p>
<p><strong>8. </strong><strong>ทัวมาลีนสีแตงโม   (</strong><strong>Watermelon)</strong></p>
<p>สีชมพูอยู่กลางล้อมรอบด้วยสีเขียวเหมือนแตงโมต้องตัดผลึกให้เป็นชิ้นบาง   ๆ เพื่อให้เห็นสี</p>
<p><strong>9. </strong><strong>ทัวมาลีนตาแมว   (</strong><strong>Cat&#8217;s Eye)</strong></p>
<p>สีเขียว   น้ำเงิน หรือชมพู มีตาแมว (Chatoyancy) ซึ่งเกิดจากเส้นเข็มกลวงเรียงตัวกันเป็นระเบียบ (Hollow or   liquid-filled tubes or needles)</p>
<p><strong>10. </strong><strong>ทัวมาลีนเปลี่ยนสี   (</strong><strong>Colour Change) </strong><strong>หรือ อเล็กซานไดรท์ทัวมาลีน</strong></p>
<p>สีเขียวอมเหลืองในแสงแดด   และสีแดงอมส้ม หรือสีแดงอมส้มจัดในแสงไฟ เป็นชนิดที่หายากกว่าชนิดอื่น ๆ</p>
<p><strong>11. </strong><strong>ลิดดิโคไทท์   (</strong><strong>Liddicoatite)</strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ใช้ชื่อของ Mr. Richard T.Liddicoate ประธานของสถาบันอัญมณีศาสตร์ของอเมริกา (GIA) ลักษณะพลอยมีแถบสีเป็นรูปสามเหลี่ยม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%99-tourmaline/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>งาช้าง (Ivory)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-ivory/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-ivory/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:21:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=786</guid>
		<description><![CDATA[



งาช้างจัดว่าได้รับความนิยมมาก   ไม่ว่าจะเป็นสมัยโบราณ หรือ ในสมัยปัจจุบัน เพราะเป็นวัตถุที่มีความสวยงาม และหายาก   ส่วนมากใช้ ประดับสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญๆ ถ้าเกี่ยวข้องกับเครื่องประดับนิยมนำมาทำ เป็นกำไลมือ สร้อยคอ   กระดุม เสื้อ แหวน หรือลูกประคำ   เป็นต้น



ในสมัยโบราณ คำว่า &#8216;งา&#8217; ส่วนมากจะเข้าใจกันว่าคือ งาช้าง แต่แท้จริงเราสามารถได้มาจากสัตว์อื่นๆหรือแม้แต่พืชบางชนิด งาเหล่านี้มีความสวยงามใกล้เคียงกับงาช้าง ส่วนประกอบของงาทั่วๆไป คล้ายกับฟันคือเป็นกระดูกที่มีธาตุหินปูนแทรกซึมอยู่มาก ลักษณะเป็นหลอดเล็กๆซึมจากโพรงประสาทและแผ่กระจายออกไป งาเป็นวัตถุที่มีความหนาแน่น การขัดมันหรือฟอกสี จะทำให้งามี ความสวยงามมากยิ่งขึ้น งามีหลายชนิดต่างๆกัน ตั้งแต่โปร่งแสงถึงทึบแสง สีจะออกขาวหรือเหลืองอ่อนขึ้นอยู่กับอายุของงานั้นๆด้วย



ชนิดและชื่อทางการค้า
1.งาช้างอัฟริกา   (African Elephant)
เป็นงาที่มีคุณภาพดี   และสวยงามที่สุด ซึ่งรู้จักกันในนามของงาเขียว (Green Ivory) มาจากทานซาเนีย ส่วนชนิดที่เรียกว่า งาเคพ (Cape [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/nga.jpg" rel="lightbox[786]"><img class="size-full wp-image-787 aligncenter" title="nga" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/nga.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">งาช้างจัดว่าได้รับความนิยมมาก   ไม่ว่าจะเป็นสมัยโบราณ หรือ ในสมัยปัจจุบัน เพราะเป็นวัตถุที่มีความสวยงาม และหายาก   ส่วนมากใช้ ประดับสถานที่ต่างๆ ที่สำคัญๆ ถ้าเกี่ยวข้องกับเครื่องประดับนิยมนำมาทำ เป็นกำไลมือ สร้อยคอ   กระดุม เสื้อ แหวน หรือลูกประคำ   เป็นต้น</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ในสมัยโบราณ คำว่า &#8216;งา&#8217; ส่วนมากจะเข้าใจกันว่าคือ งาช้าง แต่แท้จริงเราสามารถได้มาจากสัตว์อื่นๆหรือแม้แต่พืชบางชนิด งาเหล่านี้มีความสวยงามใกล้เคียงกับงาช้าง ส่วนประกอบของงาทั่วๆไป คล้ายกับฟันคือเป็นกระดูกที่มีธาตุหินปูนแทรกซึมอยู่มาก ลักษณะเป็นหลอดเล็กๆซึมจากโพรงประสาทและแผ่กระจายออกไป งาเป็นวัตถุที่มีความหนาแน่น การขัดมันหรือฟอกสี จะทำให้งามี ความสวยงามมากยิ่งขึ้น งามีหลายชนิดต่างๆกัน ตั้งแต่โปร่งแสงถึงทึบแสง สีจะออกขาวหรือเหลืองอ่อนขึ้นอยู่กับอายุของงานั้นๆด้วย</p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="center">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top"><strong>ชนิดและชื่อทางการค้า</strong></p>
<p><strong>1.</strong><strong>งาช้างอัฟริกา   (</strong><strong>African Elephant)</strong></p>
<p>เป็นงาที่มีคุณภาพดี   และสวยงามที่สุด ซึ่งรู้จักกันในนามของงาเขียว (Green Ivory) มาจากทานซาเนีย ส่วนชนิดที่เรียกว่า งาเคพ (Cape Ivory) มีลักษณะนิ่มกว่า อาจเป็นสีเหลืองอ่อน หรือขาวด้าน   งาที่มาจากซีนีเกล และเอธิโอเปีย จะมีลักษณะคล้ายๆกับงาเขียว แต่ราคาต่ำกว่า</p>
<p><strong>2.</strong><strong>งาช้างจากเอเซีย   (</strong><strong>Asiatic or Indian Elephant)</strong></p>
<p>งาช้างจากอินเดียทั่วไป   สีจะขาวด้าน สีที่ดีที่สุดคือ สีขาวออกชมพูอ่อน ลักษณะจะดูหยาบ และง่ายต่อการแกะสลักเป็นรูปต่างๆ ส่วนงาช้างจากไทยจะคล้ายกับของอินเดีย</p>
<p><strong>3.</strong><strong>ฮิปโปโปเตมัส   &#8220;ช้างน้ำ&#8221;(</strong><strong>Hipopotamus)</strong></p>
<p>สีขาว   แต่ดูทึบแสงกว่า งาช้าง เพราะเนื้อในมีความหนาแน่นกว่า ส่วนมากจะกลวง และส่วนที่ตันนั้น ค่อนข้างเล็ก</p>
<p><strong>4.</strong><strong>วอลรัส (</strong><strong>Walrus)</strong></p>
<p>เป็นสัตว์ในถิ่นขั้วโลกเหนือขนิดหนึ่ง   มีเขี้ยวสองซี่ยาว เป็นงาสีเนื้ออมเหลือง ได้รับความนิยมในประเทศ ทางภาคตะวันออก เช่น เปอร์เชีย   สแกนดิเนเวีย เป็นต้น ชาวเอสกิโมมักจะนำมาแกะสลักเป็นรูปต่างๆ</p>
<p><strong>5.</strong><strong>นาร์วัล   หรือยูนิคอร์น (</strong><strong>Narwhal or Unicorn)</strong></p>
<p>เป็นสัตว์ทะเลตัวผู้จำพวกปลาวาฬชนิดหนึ่งที่มีงา   พบได้แถบบริเวณทะเล อาร์กติก ซึ่งน้ำทะเลโดยทั่วไปจะเป็นน้ำแข็ง และงาที่ได้ส่วนมาก จะเก็บไว้ดูเป็นของแปลกที่หายาก   โครงสร้างเนื้อในงาเป็นเกลียว</p>
<p><strong>6.</strong><strong>วอทฮ๊อก   &#8220;หมูป่า&#8221;(</strong><strong>Wart Hog)</strong></p>
<p>หมูป่าแอฟริกา   ลักษณะใบหน้าเป็นก้อนเนื้อใหญ่และงาค่อนข้างใหญ่ติดอยู่ งาจากหมูป่านี้   ส่วนมากจะใช้ทำเป็นเครื่องประดับหรืออุปกรณ์เล็กๆ</p>
<p><strong>7.</strong><strong>งาฟอสซิล   (</strong><strong>Fossilized Ivory)</strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>จากช้างแมมมอธ (Mammoth)และ มัสโทตอน (Mastodon) ซึ่งเป็นสัตว์ที่สูญพันธ์ไปแล้ว ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และถูกทับถมใต้ดินเป็นเวลาพันๆปี วัตถุที่ค้นพบจะใช้ได้เพียง 15% เท่านั้นที่มีคุณภาพค่อนข้างดีถ้าเป็นสีเขียว หรือสีน้ำเงินเรียก &#8220;โอดอนโทไลท์&#8221;(Odontolite)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87-ivory/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระดองเต่า (Tortoise Shell)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2-tortoise-shell/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2-tortoise-shell/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:18:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=781</guid>
		<description><![CDATA[

กระดองเต่า ถือเป็นสารอินทรีย์จากกระดองของเต่าที่ชื่อ ฮ๊อคสบิล ( Hawksbill ) โดยปกติจะมีสีเหลืองและน้ำตาล หรือสีดำ และขาว เป็นจุดด่างๆ ส่วนใหญ่จะกึ่งโปร่งใสถึงโปร่งแสง แหล่งกำเนิด พบได้ที่ ทะเลคาร์ริเบียน มหาสมุทรแปซิฟิค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บาฮามาส์ และมหาสมุทรอินเดีย
เต่าหรือเต่ากระฮ๊อคสบิล ( Hawksbill ) เท่านั้นที่ใช้นำมาทำเป็นเครื่องประดับ เต่าฮ๊อคสบิลจะอยู่ในแถบทะเลที่มีอากาศค่อนข้างร้อน การประเมินค่าของกระดองยิ่งโปร่งใสยิ่งมีค่า พื้นสีกระดองเป็นขาวและมีจุดดำ ความเข้มของจุดจะเพิ่มค่าในตัว แต่ต้องขัดให้เงา ลักษณะกระที่สวยดังกล่าวจะหายากและมีราคา ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของกระสามารถนำมาหลอมละลายให้เข้ากันเป็นชิ้นที่ใหญ่ขึ้น
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/kra.jpg" rel="lightbox[781]"><img class="size-full wp-image-782 aligncenter" title="kra" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/kra.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>กระดองเต่า ถือเป็นสารอินทรีย์จากกระดองของเต่าที่ชื่อ ฮ๊อคสบิล ( Hawksbill ) โดยปกติจะมีสีเหลืองและน้ำตาล หรือสีดำ และขาว เป็นจุดด่างๆ ส่วนใหญ่จะกึ่งโปร่งใสถึงโปร่งแสง แหล่งกำเนิด พบได้ที่ ทะเลคาร์ริเบียน มหาสมุทรแปซิฟิค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บาฮามาส์ และมหาสมุทรอินเดีย</p>
<p>เต่าหรือเต่ากระฮ๊อคสบิล ( Hawksbill ) เท่านั้นที่ใช้นำมาทำเป็นเครื่องประดับ เต่าฮ๊อคสบิลจะอยู่ในแถบทะเลที่มีอากาศค่อนข้างร้อน การประเมินค่าของกระดองยิ่งโปร่งใสยิ่งมีค่า พื้นสีกระดองเป็นขาวและมีจุดดำ ความเข้มของจุดจะเพิ่มค่าในตัว แต่ต้องขัดให้เงา ลักษณะกระที่สวยดังกล่าวจะหายากและมีราคา ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของกระสามารถนำมาหลอมละลายให้เข้ากันเป็นชิ้นที่ใหญ่ขึ้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2-tortoise-shell/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อะเวนจูรีน (Aventurine)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%99-aventurine/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%99-aventurine/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:05:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=776</guid>
		<description><![CDATA[

อะเวนจูรีนเป็นอัญมณีตระกูลควอทซ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อขยับไปมาจะเห็นประกายระยิบระยับเกิดเนื่องจากมีแร่ที่เป็นแผ่นเล็ก ๆ ของ ฟุคไซท์ ไมก้า (Fuchsite Mica) ฝังอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ จึงสะท้อนแสงออกมาคนละทิศทาง ทำให้เป็นประกายระยิบระยับขึ้น อาจมีสีต่าง ๆ กัน เช่น สีเทา เหลือง น้ำตาล แต่สีที่นิยมใช้กันในด้านเพชรพลอยและเครื่องประดับ คือ สีเขียว ซึ่งมีลักษณะดูคล้ายหยก
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/ave.jpg" rel="lightbox[776]"><img class="size-full wp-image-777 aligncenter" title="ave" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/ave.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>อะเวนจูรีนเป็นอัญมณีตระกูลควอทซ์ชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อขยับไปมาจะเห็นประกายระยิบระยับเกิดเนื่องจากมีแร่ที่เป็นแผ่นเล็ก ๆ ของ ฟุคไซท์ ไมก้า (Fuchsite Mica) ฝังอยู่อย่างไม่เป็นระเบียบ จึงสะท้อนแสงออกมาคนละทิศทาง ทำให้เป็นประกายระยิบระยับขึ้น อาจมีสีต่าง ๆ กัน เช่น สีเทา เหลือง น้ำตาล แต่สีที่นิยมใช้กันในด้านเพชรพลอยและเครื่องประดับ คือ สีเขียว ซึ่งมีลักษณะดูคล้ายหยก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%99-aventurine/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อะคัวมารีน (Aquamarine)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%99-aquamarine/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%99-aquamarine/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:03:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=772</guid>
		<description><![CDATA[

สีของอะคัวมารีน คือ สีฟ้า ฟ้าอมเขียวโทนอ่อนถึงกลางๆ สีมาจากธาตุเหล็ก ลักษณะโดยทั่วไปโปร่งใสถึงโปร่งแสงชื่ออะคัวมารีนได้มาจากภาษาลาติน แปลว่า &#8220;น้ำทะเล&#8221; และเป็นพลอยประจำเดือนเกิดเดือนมีนาคม พร้อมกับพลอยบลัดสโตน (Bloodstone) ลักษณะผลึกของอะคัวมารีน มักเกิดเป็นผลึกก้อนใหญ่ และค่อนข้างสะอาดถ้าเทียบกับมรกต ซึ่งอยู่ในเบอริลด้วยกัน มรกตจะมีผลึกเล็กกว่า และตำหนิมากกว่า โดยทั่วไปสีฟ้าของอะคัวมารีนที่เห็นกันมากในตลาดได้มาจากการเผาเบอรริล สีเหลืองอมเขียวหรือเหลืองอมน้ำตาล โดยใช้อุณหภูมิในการเผาระหว่าง 400-500 องศาเซลเซียส สีฟ้าอะคัวมารีนที่เผาจะอยู่คงทน และไม่สามารถพิสูจน์ได้ ตาแมวแชทโทเยนซี (Chatoyancy) มีได้ในอะคัวมารีน และฮีลิโอดอร์ เช่นกัน ผลึกที่มีคุณภาพดีมักมาจากไนจีเรีย แซมเบีย และอัฟกานิสถาน
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/aqu.jpg" rel="lightbox[772]"><img class="size-full wp-image-773 aligncenter" title="aqu" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/aqu.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>สีของอะคัวมารีน คือ สีฟ้า ฟ้าอมเขียวโทนอ่อนถึงกลางๆ สีมาจากธาตุเหล็ก ลักษณะโดยทั่วไปโปร่งใสถึงโปร่งแสงชื่ออะคัวมารีนได้มาจากภาษาลาติน แปลว่า &#8220;น้ำทะเล&#8221; และเป็นพลอยประจำเดือนเกิดเดือนมีนาคม พร้อมกับพลอยบลัดสโตน (Bloodstone) ลักษณะผลึกของอะคัวมารีน มักเกิดเป็นผลึกก้อนใหญ่ และค่อนข้างสะอาดถ้าเทียบกับมรกต ซึ่งอยู่ในเบอริลด้วยกัน มรกตจะมีผลึกเล็กกว่า และตำหนิมากกว่า โดยทั่วไปสีฟ้าของอะคัวมารีนที่เห็นกันมากในตลาดได้มาจากการเผาเบอรริล สีเหลืองอมเขียวหรือเหลืองอมน้ำตาล โดยใช้อุณหภูมิในการเผาระหว่าง 400-500 องศาเซลเซียส สีฟ้าอะคัวมารีนที่เผาจะอยู่คงทน และไม่สามารถพิสูจน์ได้ ตาแมวแชทโทเยนซี (Chatoyancy) มีได้ในอะคัวมารีน และฮีลิโอดอร์ เช่นกัน ผลึกที่มีคุณภาพดีมักมาจากไนจีเรีย แซมเบีย และอัฟกานิสถาน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%99-aquamarine/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หินปะการัง (Coral)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-coral/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-coral/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 17:01:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=768</guid>
		<description><![CDATA[

เป็นอัญมณีชนิดหนึ่งที่เป็นสารอินทรีย์ มีโครงซากเอ็กแซลของสัตว์ ที่เรียกว่า &#8220;คอรัลโพลิพส์ &#8221; ( Coral Polyps ) มีลักษณะเล็ก ๆ คล้ายสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ในทะเลน้ำอุ่น (13-16 องศาเซลเซียส) วัตถุที่เรารู้จัก เรียกกันว่าหินปะการังนี้ เป็นที่อาศัยของสัตว์เล็ก ๆ เหล่านี้ ปะการังจะมีลักษณะเป็นกิ่งก้านคล้ายต้นไม้ มีหลายสีขึ้นอยู่กับแหล่งต่าง ๆ กัน ปะการังเป็นวัตถุที่ได้รับความนิยมมาก ส่วนมากจะใช้ทำเป็นสร้อยคอต่างหู และเครื่องประดับทั่ว ๆ ไป เป็นต้น จะนิยมใช้กันในประเทศทางทิศตะวันออก หินปะการังจะฟูเป็นฟอง เมื่อถูกกรดไฮโครคลอริค มีโครงสร้างคล้ายกับวงแหวนในกล้องจุลทรรศน์ ใช้ปลายเหล็กแหลมร้อนจี้จะมีกลิ่นคล้ายผมไหม้



ชนิดและชื่อทางการค้า 
1. ปะการังแคลแคเรียส (Calccareous   Coral)
สีแดงและส้มสีโทนจากอ่อนถึงแก่   สีชมพูอ่อนเรียกว่า ผิวนางฟ้า (Angle Skin) แดงอมส้มเข้มเรียกว่า สีเลือดวัว (Ox   Blood) ปะการังแคลแคเรียสอาจจะมีสีขาว หรือฟ้าแต่น้อยมาก  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/hin.jpg" rel="lightbox[768]"><img class="size-full wp-image-769 aligncenter" title="hin" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/hin.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<p style="text-align: center;">
<p>เป็นอัญมณีชนิดหนึ่งที่เป็นสารอินทรีย์ มีโครงซากเอ็กแซลของสัตว์ ที่เรียกว่า &#8220;คอรัลโพลิพส์ &#8221; ( Coral Polyps ) มีลักษณะเล็ก ๆ คล้ายสัตว์ที่มีชีวิตอยู่ในทะเลน้ำอุ่น (13-16 องศาเซลเซียส) วัตถุที่เรารู้จัก เรียกกันว่าหินปะการังนี้ เป็นที่อาศัยของสัตว์เล็ก ๆ เหล่านี้ ปะการังจะมีลักษณะเป็นกิ่งก้านคล้ายต้นไม้ มีหลายสีขึ้นอยู่กับแหล่งต่าง ๆ กัน ปะการังเป็นวัตถุที่ได้รับความนิยมมาก ส่วนมากจะใช้ทำเป็นสร้อยคอต่างหู และเครื่องประดับทั่ว ๆ ไป เป็นต้น จะนิยมใช้กันในประเทศทางทิศตะวันออก หินปะการังจะฟูเป็นฟอง เมื่อถูกกรดไฮโครคลอริค มีโครงสร้างคล้ายกับวงแหวนในกล้องจุลทรรศน์ ใช้ปลายเหล็กแหลมร้อนจี้จะมีกลิ่นคล้ายผมไหม้</p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top"><strong>ชนิดและชื่อทางการค้า </strong></p>
<p><strong>1. ปะการังแคลแคเรียส (Calccareous   Coral)</strong></p>
<p>สีแดงและส้มสีโทนจากอ่อนถึงแก่   สีชมพูอ่อนเรียกว่า ผิวนางฟ้า (Angle Skin) แดงอมส้มเข้มเรียกว่า สีเลือดวัว (Ox   Blood) ปะการังแคลแคเรียสอาจจะมีสีขาว หรือฟ้าแต่น้อยมาก   จากญี่ปุ่นจะมีสีชมพู ขาว และแดง เนื้อในเป็นเส้นหยิกขนานกัน อาจจะเป็นรูโพรงที่พื้นผิว</p>
<p><strong>2. ปะการังคอนคอยลิน (Conchiolin)</strong></p>
<p>สีดำ เหลือง หรือน้ำตาลแก่ จากฮาวายจะเป็นสีดำ   ทั่วไปจะเรียก ราชาของปะการัง (King&#8217;s   Coral) คอนคอยลินเหลืองอาจมีเหลือบได้</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>แหล่งกำเนิด :</strong> ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และบริเวณทะเลแดง (มีคุณภาพดีที่สุด) ไอร์แลนด์ใต้ สเปน มาเลเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ฮาวาย และอัฟริกา เป็นต้น</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-coral/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โอปอล (Opal)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a5-opal/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a5-opal/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 16:59:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=764</guid>
		<description><![CDATA[



โอปอลเป็นที่รู้จักกันมานานนับศตวรรษ จนในศตวรรษที่ 19 คนหมดความนิยมในโอปอล   เพราะ Sir Walter Scott ได้เขียนนวนิยายเรื่อง &#8220;Anne   of Geierstein&#8221; ซึ่งได้กล่าวถึงโอปอลในแง่ลบ   จนกระทั่งสมัยราชินีวิคตอเรีย แห่งซาราช์ เบอร์ฮาดท์ ได้ทำให้โอปอลกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งจนถึงปัจจุบันนี้   โอปอลเป็นพลอยประจำราศีในเดือนตุลาคมร่วมกับทัวมาลีนชมพู



ค่านิยมของโอปอลขึ้นอยู่กับแบบการกระจายของการเล่นสี (Play-of-colour) และสีของการเล่นสี การเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างกะทันหันอาจทำให้โอ



ปอลร้าวและแตกได้ โอปอลไม่ควรต้มในสารละลายต่างๆ   ความร้อนมากไปจะทำให้โอปอลเกิดรอยร้าว การเล่นสีก็จะหายไป และไม่สามารถทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้   การจุ่มพลอยลงในน้ำ หรือกลีเซอรีนไม่สามารถช่วยให้รอยร้าว หรือรอยแตกหายไปได้ แต่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยร้าวเพิ่มมากขึ้น   แต่ถ้าของเหลวระเหยหมดไปจะทำให้เกิดรอยแตกหรือรอยร้าวได้
ชนิดและชื่อทางการค้า 
1. โอปอลดำ (Black Opal)ลักษณะพลอยโปร่งแสงถึงทึบแสง การเล่นสีมีสีแดง   สีพื้นของตัวพลอยต้องเข้ม อาจเป็นสีน้ำตาลแก่ น้ำเงิน เขียว
2. [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/opa.jpg" rel="lightbox[764]"><img class="size-full wp-image-765 aligncenter" title="opa" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/opa.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">โอปอลเป็นที่รู้จักกันมานานนับศตวรรษ จนในศตวรรษที่ 19 คนหมดความนิยมในโอปอล   เพราะ Sir Walter Scott ได้เขียนนวนิยายเรื่อง &#8220;Anne   of Geierstein&#8221; ซึ่งได้กล่าวถึงโอปอลในแง่ลบ   จนกระทั่งสมัยราชินีวิคตอเรีย แห่งซาราช์ เบอร์ฮาดท์ ได้ทำให้โอปอลกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งจนถึงปัจจุบันนี้   โอปอลเป็นพลอยประจำราศีในเดือนตุลาคมร่วมกับทัวมาลีนชมพู</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ค่านิยมของโอปอลขึ้นอยู่กับแบบการกระจายของการเล่นสี (Play-of-colour) และสีของการเล่นสี การเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างกะทันหันอาจทำให้โอ</p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">ปอลร้าวและแตกได้ โอปอลไม่ควรต้มในสารละลายต่างๆ   ความร้อนมากไปจะทำให้โอปอลเกิดรอยร้าว การเล่นสีก็จะหายไป และไม่สามารถทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมได้   การจุ่มพลอยลงในน้ำ หรือกลีเซอรีนไม่สามารถช่วยให้รอยร้าว หรือรอยแตกหายไปได้ แต่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยร้าวเพิ่มมากขึ้น   แต่ถ้าของเหลวระเหยหมดไปจะทำให้เกิดรอยแตกหรือรอยร้าวได้</p>
<p><strong>ชนิดและชื่อทางการค้า </strong></p>
<p><strong>1. โอปอลดำ (Black Opal)</strong>ลักษณะพลอยโปร่งแสงถึงทึบแสง การเล่นสีมีสีแดง   สีพื้นของตัวพลอยต้องเข้ม อาจเป็นสีน้ำตาลแก่ น้ำเงิน เขียว</p>
<p><strong>2. โอปอลขาว (White Opal)</strong>ลักษณะพลอยจะโปร่งแสงถึงกึ่งโปร่งแสงสีขาวพร้อมกับการเล่นสี ถ้าโอปอลขาวมีการเล่นสีที่สวยงามจะเรียกว่า   &#8220;White Cliff Opal&#8221;</p>
<p><strong>3. โอปอลคริสตัล (Crystal)</strong> ลักษณะพลอยไม่มีสี โปร่งใสถึงกึ่งโปร่งใสมีการเล่นสี</p>
<p><strong>4. โอปอลน้ำ หรือโอปอลวุ้น (Water or Jelly   Opal)</strong> ลักษณะพลอยไม่มีสี   โปร่งใสถึงกึ่งโปร่งใส มีการเล่นสีเล็กน้อยหรือไม่มี</p>
<p><strong>5. โอปอลไฟ หรือ โอปอลเม็กซิกัน (Fire or   Mexican Opal)</strong> ลักษณะพลอยโปร่งใสถึงกึ่งโปร่งใสตัวพลอยสีเหลือง   แดง ส้ม น้ำตาล จะมีหรือไม่มีการเล่นสีก็ได้</p>
<p><strong>6. โอปอลเชอร์รี่ (Cherry Opal)</strong> สีแดงมีการเล่นสี ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับโอปอลที่ไม่นิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับ</p>
<p><strong>7. โอปอลธรรมดา (Common Opal)</strong> ลักษณะพลอยโปร่งแสงถึงทึบแสง ไม่มีการเล่นสี</p>
<p><strong>8. โอปอลเพรส (Prase   Opal)</strong> ลักษณะพลอยโปร่งแสงถึงทึบแสงตัวพลอยสีเขียวหรือส้ม</p>
<p><strong>9. โอปอลอูลิติค (Oolitic Opal)</strong> การเล่นสีอยู่ลึกเข้าไปในพื้นพลอย   มีตำหนิภายในเป็นจุดเล็ก ๆ สีดำหรือน้ำตาล ดูคล้ายไข่ปลา   การกระจายแสงจะทั่วทั้งเม็ด</p>
<p><strong>10. ทาบาเชียร์ (Tabasheer)</strong> พบในส่วนข้อต่อของต้นไม้ไผ่</p>
<p>โอปอลเป็นพลอยที่ได้รับความนิยมมากชนิดหนึ่ง โดยเฉพาะโอปอลดำซึ่งมีความสวยงามและหาได้ยากมากกว่าสีอื่น   ๆ มีราคาแพงที่สุดในบรรดาโอปอลชนิดต่าง ๆ ค่าของโอปอลขึ้นอยู่กับสี ขนาด รูปแบบการกระจายของการเล่นสี   และสีของการเล่นสี หลักการที่ใช้ตั้งค่าของโอปอลมี 3 อย่าง คือ ความแจ่มชัดของสี การเล่นสี และจำนวนสีที่กระจายอยู่ควรจะเป็นพลอยกึ่งโปร่งแสง   แหล่งกำเนิด ออสเตรเลียเป็นแหล่งสำคัญที่สุด</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b9%82%e0%b8%ad%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a5-opal/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อะมีทีสต์ (Amethyst)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%8c-amethyst/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%8c-amethyst/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 16:57:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=760</guid>
		<description><![CDATA[



อะมีทีสต์หรือควอทซ์สีม่วง   เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในชนิดของควอทซ์ สีม่วงถึงม่วง-แดง สีแดงอมม่วงเข้ม   ที่ดีมาจากยูราเลียน หรือไซบีเนีย ถ้าเผาด้วยความร้อนสูงจะทำให้เปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลอมเหลืองหรือเหลือง   หรือน้ำตาลอมแดง ซึ่งจะเรียกเป็นซิทริน (Citrine) และเป็นการเปลี่ยนสีถาวร สีได้จากธาตุเหล็ก   (Fe) คำว่า &#8220;อะมีทีสต์&#8221; ได้มาจากภาษากรีกแปลว่า   &#8220;ไม่มีวันเมา&#8221; และเป็นพลอยประจำราศีของราศีกุมภาพันธ์



]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/ame.jpg" rel="lightbox[760]"><img class="size-full wp-image-761 aligncenter" title="ame" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/ame.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">อะมีทีสต์หรือควอทซ์สีม่วง   เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในชนิดของควอทซ์ สีม่วงถึงม่วง-แดง สีแดงอมม่วงเข้ม   ที่ดีมาจากยูราเลียน หรือไซบีเนีย ถ้าเผาด้วยความร้อนสูงจะทำให้เปลี่ยนสีเป็นน้ำตาลอมเหลืองหรือเหลือง   หรือน้ำตาลอมแดง ซึ่งจะเรียกเป็นซิทริน (Citrine) และเป็นการเปลี่ยนสีถาวร สีได้จากธาตุเหล็ก   (Fe) คำว่า &#8220;อะมีทีสต์&#8221; ได้มาจากภาษากรีกแปลว่า   &#8220;ไม่มีวันเมา&#8221; และเป็นพลอยประจำราศีของราศีกุมภาพันธ์</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b9%8c-amethyst/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อำพัน (Amber)</title>
		<link>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99-amber/ </link>
		<comments>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99-amber/ #comments</comments>
		<pubDate>Sun, 24 Oct 2010 16:55:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[โลกบทความ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.nuannada.com/?p=756</guid>
		<description><![CDATA[



คำว่า &#8220;Amber &#8221; มาจากภาษากรีก แปลว่า   &#8220;ไฟฟ้าสถิตย์ &#8221; สมัยโบราณชาวกรีก เชื่อว่าอำพันเป็นผลึกจากแสงอาทิตย์ สตรีชาวโรมันมักเอาอำพันไว้ในอุ้งมือเพื่อให้ได้กลิ่นเรซินเมื่ออำพันถูกความอุ่นจากอุ้งมือ



อำพันมีหลายชนิด เช่น ชนิดค้นพบในทะเลเรียก อำพันทะเล ซึ่งอำพันชนิดนี้จะมีความหนาแน่นน้อยกว่าอำพันบ่อ อำพันบ่อ (Pit) ค้นพบด้วยการขุดลงบนดิน (ส่วนมากบริเวณทะเลบอลติค) ในดินจะมีทรายปนกับไฮดรัสโปแตสเซียม และแร่เหล็กซิลิเคท ที่เรียกว่า โกลโคไนท์ (Glauconite) มีสีเขียวน้ำเงินอยู่ในตัว ซึ่งรู้จักกันทั่วไปคือดินน้ำเงิน (Blue Earth) อำพันมีส่วนผสมของยางสนหลายชนิด กับกรดซัคซินิคและหัวน้ำมัน (Volatile Oil)



ลักษณะคุณสมบัติของอำพันมีลักษณะโปร่งใสถึงโปร่งแสง   จะเริ่มอ่อนตัวที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส และหลอมเหลวที่ 250-300 องศาเซลเซียส   อำพันส่วนใหญ่เป็นสีเหลืองถึงสีส้ม หรือน้ำตาล บางชิ้นจะสะอาดใส แต่ส่วนใหญ่จะมีฟองอากาศมาก   และมีตัวแมลงชนิดต่างๆ หรือพืชต่างๆ ติดอยู่ข้างในทำให้อำพันดูไม่ใส   ส่วนอำพันชิ้นเล็กๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><a href="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/am.jpg" rel="lightbox[756]"><img class="size-full wp-image-757 aligncenter" title="am" src="http://www.nuannada.com/wp-content/uploads/2010/10/am.jpg" alt="" width="203" height="185" /></a></p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">คำว่า &#8220;Amber &#8221; มาจากภาษากรีก แปลว่า   &#8220;ไฟฟ้าสถิตย์ &#8221; สมัยโบราณชาวกรีก เชื่อว่าอำพันเป็นผลึกจากแสงอาทิตย์ สตรีชาวโรมันมักเอาอำพันไว้ในอุ้งมือเพื่อให้ได้กลิ่นเรซินเมื่ออำพันถูกความอุ่นจากอุ้งมือ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>อำพันมีหลายชนิด เช่น ชนิดค้นพบในทะเลเรียก อำพันทะเล ซึ่งอำพันชนิดนี้จะมีความหนาแน่นน้อยกว่าอำพันบ่อ อำพันบ่อ (Pit) ค้นพบด้วยการขุดลงบนดิน (ส่วนมากบริเวณทะเลบอลติค) ในดินจะมีทรายปนกับไฮดรัสโปแตสเซียม และแร่เหล็กซิลิเคท ที่เรียกว่า โกลโคไนท์ (Glauconite) มีสีเขียวน้ำเงินอยู่ในตัว ซึ่งรู้จักกันทั่วไปคือดินน้ำเงิน (Blue Earth) อำพันมีส่วนผสมของยางสนหลายชนิด กับกรดซัคซินิคและหัวน้ำมัน (Volatile Oil)</p>
<table cellspacing="0" cellpadding="0" align="left">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="top">ลักษณะคุณสมบัติของอำพันมีลักษณะโปร่งใสถึงโปร่งแสง   จะเริ่มอ่อนตัวที่อุณหภูมิ 150 องศาเซลเซียส และหลอมเหลวที่ 250-300 องศาเซลเซียส   อำพันส่วนใหญ่เป็นสีเหลืองถึงสีส้ม หรือน้ำตาล บางชิ้นจะสะอาดใส แต่ส่วนใหญ่จะมีฟองอากาศมาก   และมีตัวแมลงชนิดต่างๆ หรือพืชต่างๆ ติดอยู่ข้างในทำให้อำพันดูไม่ใส   ส่วนอำพันชิ้นเล็กๆ ที่ไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องประดับจะถูกนำมาหลอมเข้าด้วยกันเพื่อใหได้ขนาดที่ต้องการ   โดยใช้ความร้อนประมาณ 180 องศาเซลเซียส   ทำให้อำพันหลอมเข้าด้วยกัน ขั้นตอนนี้เริ่มทำจากประเทศออสเตรีย กรุงเวียนนา   อำพันที่นำมาหลอมเข้าด้วยกันนี้ ถูกเรียกว่า &#8220;เอมเบอรอยด์&#8221; (Amberoid)   อำพันที่ไม่ใสลักษณะขุ่นๆ อาจสามารถทำให้ใสได้โดยนำมาเผาในน้ำมัน   (Colza Oil) ซึ่งขั้นตอนนี้สามารถทำให้อำพันเกิดรอยร้าวข้างในได้   เกิดเป็นตำหนิมีลักษณะคล้ายแผ่นใบไม้หรือที่เรียกว่า &#8220;ซันสแปงเกิล&#8221; (Sun   Spangles)</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>อำพันเลียนแบบ (Imitation) ยางของต้นไม้ชนิดต่างๆ อาจนำมาเลียนแบบเป็นอำพัน เช่น จากเรซินของโอปอล(Opal) คาอูริ(Kauri) และเดมเมอร์(Dammer)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.nuannada.com/%e0%b8%ad%e0%b8%b3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99-amber/ /feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

